วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สรุปบทที่ 6 การเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Network Connection)

การเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Network Connection)



ความหมายของอินเตอร์เน็ต

   อินเตอร์เน็ต(Internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกันเป็นการรวมคำสองคำเข้าด้วยกันคือ Internetional + Networking หรือเครือข่ายของนานาชาติที่ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไซเบอร์สเปซ ต่อมานิยมเรียกสั้นๆว่าอินเทอร์เน็ตหรือเน็ต


การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

        รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีอยู่ 2 แบบตามลักษณะการใช้งานซึ่งจะมีความเร็วและค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปดังนี้

       การเชื่อมต่อแบบส่วนบุคคล  เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านคู่สายโทรศัพท์หนึ่งหมายเลขไปยังผู้ให้บริการโยคิดค่าบริการตามจำนวนชั่วโมงการใช้งาน ความเร็วในสายที่สามารถติดต่อได้อยู่ในช่วง 20-50 kbps
        >การเชื่อมต่อแบบองค์กร เป็นการเชื่อมต่อที่มีความเร็วสูงกว่าแบบส่วนบุคคลและเป็นการเชื่อมต่อแบบถาวรตลอดเวลากับผู้ให้บริการด้วยสายเช่าและอุปกรณ์พิเศษ

วิธีการติดต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ 3 วิธี คือ

         1. การเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Internet Access)
        2. การเชื่อมต่อผ่านทางสายโทรศัพท์และโมเด็ม (Dial-Up  Access)
        3. การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย(Wireless Internet)


สิ่งที่ต้องมีในการใช้อินเทอร์เน็ต


        1. เครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) เป็นอุปกรณ์ส่วนสำคัญซึ่งมีผลต่อการรับข่าวสาร
        2. โมเด็ม (Modem) เป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอะนาล็อกผ่านคู่สายโทรศัพท์และแปลงสัญญาณกลับอีกครั้งให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
        3. คู่สายโทรศัพท์ (Telephone line) การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะต้องมีคู่สายโทรศัพท์อย่างน้อย 1 เลขหมาย
        4. ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider) คือผู้เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทยไปยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ

สรุปบทที่ 5 การสื่อสารและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Data Communication and Computer Network)

 การสื่อสารและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Data Communication and Computer Network)


บทบาทของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์


การติดต่อสื่อข้อมูลสมัยใหม่นี้มีรากฐานมาจากความพยายามในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์โดยอาศัยระบบสื่อสารที่มีอยู่แล้ว เช่น โทรศัพท์ ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลจึงอยู่ในขอบเขตที่จำกัดต่อมามีการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้นความต้องการในการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องในเวลาเดียวกันที่เรียก ระบบเครือข่าย(Network Symtem) ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นตามลำดับ

  ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์


1) จัดเก็บข้อมูลได้ง่ายและสื่อสารได้รวดเร็ว
2) ความถูกต้องของข้อมูล
3) ความเร็วในการทำงาน4)ต้นทุนประหยัด


องค์ประกอบของการสื่อสาร        

 1.  ผู้ส่งข้อมูล (Sender) ทำหน้าที่ส่งข้อมูล        
 2.  ผู้รับข้อมูล (Receiver) ทำหน้าที่รับข้อมูล      
 3.  ข้อมูล (Data) ข้อมูลที่ผู้ส่งข้อมูลต้องการส่งไปยังผู้รับข้อมูล อาจอยู่ในรูปของข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว         
 4.  สื่อนำข้อมูล (Medium) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนถ่ายข้อมูล เช่น สายเคเบิล ใยแก้วนำแสง อากาศ        
 5.  โปรโตคอล (Protocol) กฎหรือวิธีที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบตามวิธีการสื่อสารที่ตกลง กันระหว่าง ผู้ส่งข้อมูล กับ ผู้รับข้อมูล 
                                                                                           

ชนิดของสัญญาณข้อมูล

1.  สัญญาณแอนะล็อก(Analog Signal)                        
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ เฮิรตซ์  (Hertz) คือหน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น ความถี่ 60 Hz หมายถึง ใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ             
2.  สัญญาณดิจิทัล(Digital Signal)                        
 สัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปสัญญาณของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิทัล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0และ1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิทัล  Bit Rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที เช่น 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 14,4001 บิตในระยะเวลา 1 วินาที                                 
โมเด็ม(Modulator DEModulator หรือ Modem)                             โมเด็ม(Modem) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น
สัญญาณแอนะล็อก ความเร็วในการสื่อสารข้อมูลของโมเด็มวันเป็นบิตต่อวินาที (bit per
second หรือ bps) ความเร็วของโมเด็มโดยทั่วไปมีความเร็วเป็น 56 กิโลบิตต่อวินาที
 

 ทิศทางการส่งข้อมูล(Transmission Mode) 


สามารถจำแนกทิศทางการส่งข้อมูลได้ 3 รูปแบบ
 1. การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission)  
2.  การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน (Half-Duplex Transmission)  
3.  การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน (Full-Duplex Transmission) 

 ตัวกลางการสื่อสาร  

1.  สื่อนำข้อมูลแบบมีสาย(Wired Media)  


สื่อข้อมูลแบบมีสายที่นิยมใช้มี 3 ชนิดดังนี้          
-  สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable)   
สายคู่บิดเกลียว เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า สายแต่ละเส้นมีลักษณะคล้ายสายไฟทั่วไป จำนวนสายจะมีเป็นคู่ เช่น 2 , 4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะมีพันบิดเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ         
-  สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
 สายโคแอกเชียล เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า มีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง500 MHz สายโคแอกเชียลมีความมเร็วในการส่งข้อมูลและราคาสูงกว่าสายบิดเกลียว        
 -  สายใยแก้วนำแสง(Optical Fiber Cable)   
ายสัญญาณทำจากใยแก้วหรือสารนำแสงหุ้มด้วยวัสดุป้องกันแสง มีความเร็วในการส่งสูงกับความเร็วแสง สามารถใช้ในการส่งข้อมูลที่มีความถี่สูงได้ สัญญาณที่ส่งผ่านสายใยแก้วนำแสง คือ แสง และ สัญญาณรบกวนจากภายนอกมีเพียงอย่างเดียว คือ แสงจากภายนอก  

 2.  สื่อนำข้อมูลแบบไร้สาย(Wireless Media) 


การสื่อสารข้อมูลแบบไร้สาย จะใช้อากาศเป็นตัวกลางของการสื่อสาร เช่น        
 - แสงอินฟราเรด (Infrared)  
เป็นการสื่อสารข้อมูลโดยใช้แสงอินฟราเรดเป็นสื่อกลาง การสื่อสารประเภทนี้นิยมใช้สำหรับการสือสารข้อมูลระยะใกล้ เช่น การสื่อการจากรีโมทคอนโทรลไปยังเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์        
 -  สัญญาณวิทยุ (Radio Wave)  
เป็นสื่อนำข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Media) ที่มีการส่งข้อมูลเป็นสัญญาณคลื่อนวิทยุไปในอากาศไปยังตัวรับสัญญาณ        
-  ไมโครเวฟภาคพื้นดิน (Terrestrial Microwave)
 เป็นการสื่อสารไรสายอีกประเภทหนึ่ง การสื่อสารประเภทนี้จะมีเสาส่งสัญญาณไมโครเวฟที่อยู่ห่างๆ กัน ทำการส่งข้อมูลไปในอากาศไปยังเสารับข้อมูล        
-  การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication)
  เป็นการสื่อสารจากพื้นโลกที่มีการส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม โดยดาวเทียมจะทำหน้าที่เป็นสถานีทวนสัญญาณ เพื่อจัดส่งสัญญาณต่อไปยังสถานีภาพพื้นดินอื่นๆ ระยะทางจะโลกถึงดาวเทียมประมาณ 22,000 ไมล์ 

สรุปบทที่ 4 ซอฟต์แวร์ประยุก (Application Sofeware)

สรุปบทที่ 4 ซอฟต์แวร์ประยุก (Application Sofeware)





ซอฟต์แวร์ประยุกต์


 เป็นซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะอย่าง โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีซอฟต์แวร์ระบบติดตั้งอยู่ก่อนแล้ว ซอฟต์แวร์ประยุกต์มีทั้งที่เป็นลิขสิทธิ์และแแบโอเพ่นเซอร์

 โปรแกรมระบบสำนักงาน 



เป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับระบบงานที่ทั่วไปที่มีใช้ในสำนักงานโดยแบ่งเป็น 4 ชนิด คือ โปรแกรมประมวลคำ โปรแกรมตารางการคำนวณ โปรแกรมสำหรับนำเสนอ และโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล

    ซอฟต์แวร์ตกแต่งรูป


โปรแกรมประเภทนี้มีไว้สำหรับการแต่งรูปภาพตามความต้องการของผู้ใช้
โปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากคือในปัจจุบันคือ Adobe Photoshop

     โปรแกรมออกแบบ   



โปรแกรมประเภทนี้มีไว้สำหรับการออกแบบงานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโครงสร้างอาคาร การเขียนแผนภาพ ออกแบบระบบเครือข่าย เป็นต้น

        โปรแกรมสำหรับความบันเทิง 


 โปรแกรมประเภทนี้ใช้สำหรับความบันเทิงเป็นหลัก เช่น ดูหนัง ฟังเพลง

       โปรแกรมสำหรับการทำงานด้านคณิตศาสตร์


          โปรแกรมเครื่องมือ 


เป็นกลุ่มโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำการตรวจสอบและแก้ไขอาการผิดปกติเบื้องต้น หรืออาจใช้สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมตรวจจับไวรัส โปรแกรมตรวจสอบคุณลักษณะของเครื่อง โปรแกรมบีบอัดข้อมูล

          โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์


 โปรแกรมเหล่านี้เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ในการท่องเว็บ


สรุปบทที่ 3 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)

ซอฟต์แวร์ระบบ(System Software)







         ซอฟต์แวร์ (Soft ware) 

แปลตามพระราชบัญฑิตยสถานแห่งประเทศไทยว่า ส่วนชุดคำสั่ง หรือ บางครั้งเรียกว่าโปรแกรม คือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้กับผู้ใช้โดยแต่ละโปรแกรมจะมีหน้าที่และความเหมาะกับงานที่แตกต่างกันไป
       
          โดยซอฟต์แวร์จะแบ่งได้ 2 ระบบ คือ แบ่งตามการได้มาใช้งานของผู้ใช้ และแบ่งตามลักษณะการทำงาน

         ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์

           ไมโครซอต์ฟวินโดวส์ เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ที่ผลิตโดยบริษัทไมโครซอต์ฟมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

            ลีนุกซ์ 


มีลักษณะคล้ายกับระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ แต่มีขนาดเล็กและทำงานได้เร็วกว่า เป็นระบบปฏิบัติการที่เปิดเผยโค้ด (Open Source Software) ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดโค้ดไปใช้งาน แก้ไขหรือจำหน่ายได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อมามีผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการลินุกซ์โดยเพิ่มความสามารถให้ใช้กับระบบเครือข่ายได้ ผู้ที่ต้องการใช้งานต้องดาวน์โหลดมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย ระบบปฏิบัติการลินุกซ์นั้น มีรูปแบบหน้าต่างโปรแกรมคล้ายกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แต่มีการทำงานคล้ายกับระบบปฏิบัติการยูนิกซ์


                   ยูนิกซ์ 


เป็นระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้ในกลุ่มผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก ในระยะแรกระบบปฏิบัติการยูนิกซ์พัฒนาเพื่อใช้กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถรองรับการทำงานของผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกัน (Multi-User) ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบที่สนับสนุนการใช้งานได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบเครือข่าย นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานไฟล์ร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้ เช่น DOS , Microsoft Windows , NetWare , OS/2 , Minix , NFS System V เป็นต้น

            แมคโอเอส 


ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของแมคอินทอชเท่านั้น ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของบริษัท Apple ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการแรกที่สามารถทำงานเกี่ยวกับกราฟฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบปฏิบัติการประเภทนี้ติดต่อกับผู้ใช้งานโดยรูปแบบกราฟฟิก มีความสามารถในการทำงานได้หลายโปรแกรมในเวลาเดียวกัน เหมาะกับงานในด้านสิ่งพิมพ์ กราฟฟิก และศิลปะ

ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา

      

            แอนดรอยด์ 


เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาถูกพัฒนาโดยบริษัทกูเกิ้ล ภายใต้โอเพ่นเซอร์ จึงสามรถหามาใช้งานได้ฟรี

            ไอโอเอส 


เป็นระบบปฏิบัติการขนาดเล็กของบริษัทแอปเปิ้ลที่ถูกออกแบบให้สามารถติดตั้งได้ในุปกรณ์พกพาของบริษัท เช่น iPhone, iPad ,iPod

             ซิมเบียน 


เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับใช้งานกับโทรศัพท์โนเกียโดยเฉพาะ

สรุปบทที่ 2 ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)

ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)




    2.1 คอมพิวเตอร์คืออะไร

    คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อช่วยในการอำนวยความสะดวก ด้านความบันเทิงและการทำงานของมนุษย์ตามความต้องการใช้ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านงานเอกสารจนถึงงานที่ต้องใช้การประมวลผลที่มีความซับซ้อนมาก จนในปัจจุบันคอมพิววเตอร์จึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อีกทั้งความสามารถและประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นทั้งในด้านความเร็วของการประมวลผล

   2.2 ประเภทของคอมพิวเตอร์

    ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)    

 


เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพทางด้านการคำนวณและการประมวลผลสูงมากที่สุด ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดน้จะมีราคาแพงมากรวามทั้งสถานที่ตั้งต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและมีขนาดใหญ่เท่านั้น

    เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainfram Computer) 


เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรองลงมาจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเมนเฟรมจะมีลักษณะเป็นตู้สูงใหญ่ และตั้งวางอยู่ในห้องเฉพาะต้องอยู่ในสถานที่ที่ได้รับการควบคุมอุณหภูมิและปราศจากฝุ่นเช่นเดียวกับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ มักจะถูกนำมาใช้ในองค์การที่มีขนาดใหญ่ที่ต้องการคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับนำไปใช้ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้บริกาารข้อมูลต่างๆกับผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก

    มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)



 เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะต่ำรองลงมาจากเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ จะใช้หลักการของมัลติโปรแกรมมิ่ง เช่นเดียวกับเมนเฟรมจะมีขนาดหน่วยความจำน้อยกว่า 2 แบบแรกแต่ก็ยังมีความรวดเร็วในการประมวลผลสูงคล้ายๆเป็นเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ซึ่งสามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะให้ผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่ากับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ จึงทำให้มินิคอมพิวเตอร์เหมาะสำหรับใช้ในองค์กรธุรกิจขนาดกลาง และเล็กที่ต้องการความสามารถในการประมวลผลสูง

    ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) 


เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน บุคคลทั่วไปสามารถซื้อไว้ใช้งาน หรือเพื่อความบันเทิง มีน้ำหนักเบา ราคาไม่แพงสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และสะดวกหาซื้อง่ายมีขนาดเล็กกว่ามินิคอมพิวเตอร์ จัดเป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงอีกทั้งยังได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

    โน้ตบุ๊ค (Notebook) 


เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก มีความเร็วใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ตั้งแบบโต๊ะมีขนาดบางและมีน้ำหนักเบากว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ สามารถพกพาสะดวก โดยทั่วไปมีราคาสูงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
    แท๊บเล็ต (Tablet PC) เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็กกว่าโน้ตบุ๊ค คล้ายแผ่นกระดาน สามารถใช้งานได้เหมือนสมุดบันทึก มีหน้าจอระบบสัมผัส สามารถเขียนหนังสือ หรือ วาดรูปลงไปได้
   

   2.3 ความสามรถของคอมพิวเตอร์

      ทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์นั้นเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการประมวลผลการจัดเก็บข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์ ที่เข้าทางแป้นพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ข้อมูลจะถูกแปลงเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เข้าใจง่ายและสามารถประมวลผลได้
      การทำงานด้วยความเร็วสูง เนื่องจากคอมพิวเตอร์ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการทำงาน ดังนั้น จึงสามารถดำเนินงานต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
      ความถูกต้องความแม่นยำเชื่อถือได้ คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมหรือคำสั่งที่มนุษย์เขียนไว้
      การเก็บข้อมูลได้ในปริมาณที่มาก คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่บัยทึกเข้าไป ความสามรถในการจัดเก็บข้อมูลนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของคอมพิวเตอร์
      การสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูล คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ และสามารถทำงานที่หลากหลายมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์แบบเดี่ยว

    2.4 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

      องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
      -ฮาร์ดแวร์
      -ซอฟต์แวร์
      -บุคลากร

    2.5 องค์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

      -อุปกรณ์อินพุต
      -หน่วยประมวลผล
       -หน่วยความจำ
      -อุปกรณ์เอาท์พุต